ประเทศญี่ปุ่นเราอาจจะนึกภาพเกี่ยวกับนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี หรืออีกทางหนึ่งก็จะเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างผลงานออกมาเยอะแยะมากมายทั้งสื่อเพลง เกม หนัง ภาพยนตร์ ทีวีซีรีย์ และอีกมากมาย แต่เชื่อหรือไม่ว่าอีกด้านหนึ่งการเกษตรของญี่ปุ่นเองก็พัฒนาไม่แพ้ใครในโลกเหมือนกัน น่าสนใจว่าประเทศที่เจอกับภัยธรรมชาติแทบจะทั้งปี สามารถทำการเกษตรได้อย่างไร เรามาดูการปลูกข้าวในประเทศญี่ปุ่นกัน

การวางแผน

สิ่งแรกที่ทำให้ชาวนาญี่ปุ่นสามารถขายข้าวได้ราคาสูงมาก แม้ว่าผลผลิตจะไม่มากนักก็ตามที เนื่องจากมีการกำหนดการถือครองที่ดินไว้ชัดเจน สิ่งที่ทำให้พวกเค้าปลูกข้าวออกมาได้ดี ก็คือการวางแผนการปลูกข้าว จะมีขั้นตอนการปลูกที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ปฏิทินการปลูกข้าวจะมีการกำหนดออกมาชัดเจนเลย ประเทศญี่ปุ่นจะมีฤดูร้อนช่วงสั้นๆ นั่นทำให้เกษตรกรต้องเริ่มเพาะกล้าในตู้อบอุณหภูมิตั้งแต่ตอนที่อากาศยังไม่ร้อน จากนั้นพอต้นอ่อนงอกออกมา ก็จะนำไปเข้าโรงเรือนพลาสติค แล้วก็เอาไปปักดำพอดีกับอากาศภายนอกที่อุ่นขึ้นพอดีในการเจริญเติบโตของข้าว นี่เป็นเพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งเท่านั้น เอาจริงๆแล้วตั้งแต่ตอนเพาะเมล็ดจนถึงการเก็บเกี่ยวชาวนาญี่ปุ่นมีการวางแผนการทำงานเป็นระบบระเบียบชัดเจน

เทคนิคการระบายน้ำ

เทคนิคหนึ่งในการทำนาญี่ปุ่นที่น่าสนใจมากก็คือ การระบายน้ำออกจากแปลงนาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นดินที่ดีเหมาะสมกับการเพาะปลูก อธิบายความ เดือนสิงหาคม ชาวนาญี่ปุ่นจะระบายน้ำออกจากแปลกนาแบบแห้งสนิท ให้ดินแตกระแหงเลย จากนั้นก็ปล่อยน้ำเข้ามาอีกทีทำแบบนี้ก็เพื่อให้ก๊าซไข่เน่าระเหยไปในอากาศ แล้วจะทำอีกครั้งตอนข้าวใกล้ออกรวง แล้วหว่านปุ๋ยแต่งหน้าดิน พอน้ำเข้ามาในดินที่แตกระแหงการซึมซับของพืชทั้งน้ำและปุ๋ยจะได้ผลดีกว่า

เสริมด้วยนวัตกรรม

เรารู้กันดีอยู่แล้วประเทศญี่ปุ่น เต็มไปด้วยนวัตกรรมมากมาย เรื่องการปลูกข้าวเลยมีการนำนวัตกรรมาใช้ด้วย หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจก็คือ ผลเหล็กเคลือบเมล็ดข้าว ที่จะทำให้ข้าวมีน้ำหนักมากขึ้น เวลาหยอดลงไปจะไม่โดนน้ำพัดไป ไม่โดนศัตรูพืชกิน ทำให้ไม่เกิดการสูญเปล่า ได้รับผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อีกหนึ่งนวัตกรรม เป็นเรื่องการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ข้าว ญี่ปุ่นจะมีการพัฒนาสายพันธุ์จนถึงขั้นดีเอ็นเอกันเลยทีเดียว จากการพัฒนาดังกล่าว ทำให้เกิดข้าวที่ชื่อว่า ข้าวโคชิฮิคาริ ว่ากันว่า ข้าวสายพันธุ์นี้ อร่อย และแพงที่สุดในโลก ข้าวสารสายพันธุ์นี้ ขายกันอยู่ที่ กิโลกรัมละ 700 บาท ส่วนของไทยข้าวไรซ์เบอร์รี่ที่ว่าชื่อดัง ก็ยังห่างไกลอีกหลายขุม

จุดเน้นแตกต่างกัน

หากใครอ่านด้านบนมา จะรู้ว่า ชาวนาในประเทศญี่ปุ่น จะถูกจำกัดเรื่องพื้นที่การทำนาเอาไว้ไม่ให้เกิน 1 เฮกเตอร์ ดังนั้นสิ่งที่พวกเค้าเน้นไม่ใช่เรื่องปริมาณผลผลิต ให้มากที่สุด เนื่องจากเค้ามีการวางแผน วิเคราะห์ วิจัย ช่วยกันทั้งระบบเพื่อให้ได้ปริมาณสูงสุดต่อพื้นที่ที่จะทำได้แล้ว แต่สิ่งที่พวกเค้าเน้นกันตามจริงเป็นเรื่องคุณภาพของข้าว ที่เค้าต้องการให้ข้าวมีรสชาติที่ดี อร่อย จะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้ แตกต่างจากบ้านเราที่เน้นปริมาณเอาไว้ก่อน

การรวมกลุ่มกัน

รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย น่าจะเป็นนิยามสั้นแต่เข้าใจได้ดีของกลุ่มเกษตรกรของชาวญี่ปุ่น พวกเค้าจะมีการจับมือร่วมกันก่อตั้งเป็นกลุ่มที่เราเรียกว่า วิสาหกิจชุมชน แต่ของญี่ปุ่นไปไกลกว่านั้น พวกเค้าจับมือกันก่อตั้งเป็นนิติบุคคล ช่วยกันในเรื่องการปลูกข้าว ซึ่งการรวมกลุ่มของพวกเค้าจะมีความเข้มแข็งมาก ทำให้เกิดการช่วยเหลือกันอย่างครบวงจร ไม่เพียงแค่การปลูกข้าวอย่างเดียว ยังมีการสร้างพันธมิตรกับเกษตรกลุ่มอื่นด้วย ทำให้การเกษตรไปทางเดียวกัน มีความเข้มแข็ง จนสามารถต่อรองราคาได้ นี่คือเคล็ดลับของการเป็นชาวนาญี่ปุ่น